ฎีกาธุรกิจ
โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th
ต้องจ่าย
มูลนิธิสร้างพระเครื่องหาทุนทำกุศล ขอให้ธนาคารเปิดรับจองพระเครื่อง มีคนสนใจจอง จ่ายเงินจอง แล้วไม่ได้พระ ธนาคารอ้างว่าหมด คนที่จองมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับจอง ธนาคารบอกว่าธนาคารไม่เกี่ยวเป็นแค่ตัวแทนรับจองเท่านั้น แล้วสุดท้ายผลจะลงเอยเช่นไร
1.
ยามเช้าวันที่ 16 มกราคม 2539 เพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่นาน อากาศกำลังเย็นสบาย บรรยากาศสดใส
คุณโผงตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวหล่อ ก้าวเดินออกจากบ้านอย่างสดชื่น แวะไปที่ธนาคารข้างบ้าน
"8 ชุดครับ" คุณโผงกล่าวตอบ พร้อมๆ กับหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเจ้าหน้าที่ธนาคาร
ธนาคารพาณิชย์สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้รับการติดต่อจากมูลนิธิให้สาขาของธนาคารทั่วประเทศช่วยรับจองพระเครื่องที่จัดสร้างให้ด้วย
สาขาต่างๆ ของธนาคารจึงเปิดรับจอง ที่ข้างๆ บ้านของคุณโผงก็เปิดรับจอง
ประสาคุณโผงที่ชื่นชอบ นิยมสะสมพระเครื่องจึงพลาดไม่ได้ จึงรีบไปจองทันที
หนึ่งชุดประกอบด้วย พระพิมพ์จิตรลดาเนื้อทองคำ 1 องค์ เนื้อเงิน 1 องค์ และเนื้อนวโลหะ 1 องค์ รวม 3 องค์ รวมเป็นเงิน ชุดละ 19,999 บาท
คุณโผงจองพระพิมพ์จิตรลดา 8 ชุด รวมเป็นเงิน 159,992 บาท
เท่านั้นยังไม่พอ ระหว่างนั่งจองอยู่นั้น คุณโผงเห็นว่า ชุดอื่นๆ ก็งาม น่าจะมีไว้เป็นเจ้าของ น่าเก็บสะสม จึงขอจองอีกจำนวน 226,487 บาท
ชำระเงินเรียบร้อย รับหลักฐานการจอง "สวัสดีครับ" ลาแล้วลุกออกมา
คุณโผงกลับไปด้วยความอิ่มเอิบใจ และเริ่มนับถอยหลังรอว่าเมื่อพระสร้างเสร็จจะได้เป็นเจ้าของพระเครื่องงามสมความตั้งใจ ผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาต่างยืนยันในเวลาต่อมาว่า จากการตรวจสอบไปที่สำนักงานใหญ่แล้ว พระเครื่องที่คุณโผงสั่งจองทุกรายการนั้นคุณโผงมีสิทธิได้แน่นอน
คุณโผงทำโน่นทำนี่ของคุณโผงไปตามปกติ หาเงินบ้าง ใช้เงินบ้าง
วันเวลาผ่านไป กระทั่งวันหนึ่งคุณโผงได้รับแจ้งให้ไปรับพระเครื่องบางชุดจากธนาคารสาขาที่เขาไปจ่ายเงินจองไว้
ยังคงเหลือเฉพาะชุดพระพิมพ์จิตรลดา จำนวน 8 ชุด ที่จ่ายเงินจองไปแล้วทั้งสิ้น 159,992 บาท นั่นละที่ยังไม่ได้รับ
คุณโผงยังคงตั้งความหวังว่า ประเดี๋ยวเถอะ เมื่อพระสร้างเสร็จแล้ว ทางผู้สร้างคงจะได้ส่งมาให้ธนาคารแล้วธนาคารคงจะได้จัดส่งมาให้เขาแน่นอน
ระหว่างรอก็เอกเขนกพลิกดูรูปถ่ายจากแผ่นพับ แผ่นปลิวประชาสัมพันธ์ที่เชิญชวนให้สั่งจองไปพลาง
2.
"ใครเขียนมา เรื่องอะไรหว่า"คุณโผงฉีกซองจดหมายจ่าหน้าถึงเขาออก เมื่อพนักงานส่งจดหมายเร่งเครื่องจักรยานยนต์ออกไป
เป็นจดหมายแจ้งจากธนาคาร ว่าพระเครื่อง 8 ชุดที่คุณโผงชำระเงินจองและรออยู่นั้น ขณะนี้หมดแล้ว
"หมดแล้ว" หมายถึงว่าคุณโผงไม่ได้พระเครื่อง
"เป็นไปได้ไงวะ" เขาโพล่งขึ้นมา แต่ไม่มีใครตอบ ด้วยว่าแถวนั้นไม่มีใครอยู่ หรือแม้จะมีใครอยู่ก็คงไม่มีใครให้คำตอบได้
คุณโผงรีบแจ้นไปที่สำนักงานสาขาของธนาคาร สอบถาม โวยวาย รวมทั้งเอะอะและมะเทิ่ง
แต่ไร้ผล ไม่มีพระ ไม่ได้พระ ต่อให้คุณโผงเพิ่มเดซิเบลของเสียงที่เอะอะ มะเทิ่ง และโวยวายขึ้นไปอีกก็ยังคงไร้ผลอย่างสิ้นเชิง
หลังจากได้ดำเนินการไปตามสมควรแล้ว แต่ยังไร้ผลอยู่ คุณโผงจึงเลือกใช้วิธีอื่น แทนที่จะโวยวายไม่เลิก
คุณโผงเลือกการยื่นฟ้องธนาคาร เรียกให้ส่งมอบพระเครื่อง ถ้าส่งมอบไม่ได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายมา
จำเลยที่ 1 คือ ธนาคาร จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขา จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา จำเลยที่ 4 เป็นมูลนิธิผู้จัดสร้างพระเครื่อง จำเลยที่ 5 เป็นประธานดำเนินการจัดสร้างพระเครื่องที่เปิดให้รับจอง
มาดูคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของคุณโผงกัน
คุณโผงฟ้องขอให้ศาลบังคับ จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันหรือแทนกัน ส่งมอบชุดพระพิมพ์จิตรลดา จำนวน 8 ชุด รวม 24 องค์ แก่คุณโผง
หากไม่สามารถส่งมอบพระเครื่องดังกล่าวให้ได้ ให้ร่วมกันคืนเงินจำนวน 159,992 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กับให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
3.
ทางธนาคารให้การรับว่า คุณโผงได้จ่ายเงินจองพระตามจำนวนเงินที่กล่าวมาในฟ้องจริง
แต่ธนาคารเป็นเพียงผู้ให้บริการหรือตัวแทนระหว่างคณะกรรมการดำเนินการสร้างพระกับคุณโผงเท่านั้น มิได้กระทำในนามส่วนตัว เพราะไม่ใช่กิจการของธนาคาร เพียงแต่ธนาคารได้รับการร้องขอความร่วมมือจากคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดสร้างพระซึ่งเป็นผู้จัดสร้างวัตถุมงคลดังกล่าว เพื่อระดมทุนทรัพย์
ผู้ใดสนใจให้จองพระได้ตามจำนวนเท่าที่จัดสร้าง ใครจองก่อนได้ก่อน โดยขอให้ธนาคารรับเงินที่ผู้สั่งจองชำระฝากเข้าบัญชีของมูลนิธิ
การกระทำของธนาคารกับผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการสาขาเป็นเพียงการให้บริการและความสะดวกต่อคุณโผงผู้สั่งจองพระเท่านั้น
ดังนั้น คุณโผงจึงไม่มีอำนาจฟ้องธนาคารให้รับผิดเป็นส่วนตัว
ธนาคารต่อสู้อีกว่า ธนาคารได้รับแจ้งจากคณะกรรมการจัดสร้างพระว่า ชุดพระพิมพ์จิตรลดาจัดสร้างขึ้นจำนวน 2,539 ชุด นั้นหมดแล้ว ขอให้ธนาคารงดรับจอง ภายหลังจากที่ได้รับจองพระจากคุณโผงแล้ว
โดยคณะกรรมการดำเนินการจัดสร้างพระได้รับจองพระชุดนี้ตามลำดับก่อนหลังการจอง และได้จัดให้ผู้สั่งจองก่อนไปหมดแล้ว คุณโผงจึงไม่มีสิทธิได้รับพระตามที่สั่งของไว้อีก
สาขาของธนาคารที่รับจองพระได้ขอให้มูลนิธิส่งมอบเงินค่าบูชาพระชุดนั้นจำนวน 159,992 บาท คืนแก่คุณโผง ต่อมาผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการสาขาของธนาคารได้ส่งแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 159,992 บาท ให้คุณโผงแล้ว แต่คุณโผงปฏิเสธไม่ยอมรับเงินคืน คุณโผงจึงไม่มีความเสียหายตามฟ้อง
ข้างฝ่ายมูลนิธิกับประธานดำเนินการจัดสร้างพระ ให้การเถียงว่า มูลนิธิมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการสาธารณประโยชน์ มีรายได้จากการรับเงินบริจาค มิได้มุ่งไปในทางการค้าหรือหากำไร แต่เป็นการรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา
การสร้างพระแล้วเปิดให้คนทั่วไปสั่งจองพระเป็นการเชิญชวนให้ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุน โดยมีพระมอบให้แก่ผู้บริจาคเพื่อเก็บไว้สักการะบูชา มิได้จัดสร้างขึ้นเพื่อจำหน่ายหรือขายให้แก่บุคคลใดมุ่งนำไปขายปลีกหรือขายส่งเพื่อการค้าหากำไร ซึ่งคุณโผงก็ทราบดี
ฉะนั้น การที่คุณโผงสั่งจองพระจึงเป็นเพียงการขอร่วมสมทบทุนบริจาคเงินเข้าโครงการของมูลนิธิ หากมูลนิธิไม่สามารถที่จะรับเงินบริจาคของคุณโผงได้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม หรือไม่สามารถแจกพระให้คุณโผงได้ ก็ถือไม่ได้ว่ามูลนิธิผิดสัญญา
4.
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ธนาคารส่งมอบพระรวม 24 องค์ให้แก่คุณโผง
หากส่งมอบพระให้ไม่ได้ให้คืนเงินค่าจอง 159,992 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5
ธนาคารอุทธรณ์คำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ธนาคารรับผิดต่อคุณโผงเฉพาะเพียงแต่คืนเงิน 159,992 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ต้องส่งมอบพระ
ทางธนาคารฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อธนาคาร และสำนักงานสาขาทั่วประเทศเป็นสถานที่รับจองและส่งมอบพระชุดที่พิพาทให้แก่ผู้จอง หากกรณีเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดกันไว้ ธนาคารก็จะต้องส่งมอบพระให้แก่ผู้จอง แม้ว่าธนาคารจะมิใช่ผู้จัดสร้างพระดังกล่าวก็ตาม
ข้อตกลงระหว่างผู้จองกับธนาคารและสำนักงานสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นสัญญาที่ผูกพันใช้บังคับกันได้
เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติแล้วว่า คุณโผงเป็นผู้จองชุดพระที่พิพาทกัน 8 ชุดกับธนาคารสาขาและชำระเงินค่าจองครบถ้วนแล้ว คุณโผงกับธนาคารจึงมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อคุณโผงชำระเงินค่าจองครบถ้วนแล้ว และได้รับแจ้งจากผู้จัดการและผู้ช่วยผู้จัดการสาขา หลังจากตรวจสอบไปยังธนาคารว่า จำนวนพระที่คุณโผงสั่งจองทุกรายการนั้นคุณโผงมีสิทธิได้
ข้อเท็จจริงปรากฏยุติว่า ในขณะดังกล่าว ธนาคารทราบจากมูลนิธิผู้ดำเนินการจัดสร้างพระแล้วว่า จำนวนพระ (โควต้า) ที่ธนาคารสามารถรับจองชุดพระที่พิพาทกันนั้นมีเป็นจำนวน 170 ชุด แล้วต่อมามูลนิธิได้จัดส่งมอบชุดพระที่พิพาทให้ธนาคาร โดยจัดส่งให้ถึง 4 ครั้ง รวมจำนวน 181 ชุด แต่ธนาคารมิได้ส่งมอบพระชุดดังกล่าวไปให้แก่สาขาเพื่อส่งมอบแก่คุณโผงผู้สั่งจองเพียงรายเดียวของสาขานั้น
เห็นว่าธนาคารทราบถึงจำนวนพระ (โควต้า) ชุดพระที่สามารถรับจองได้แล้วก่อนที่คุณโผงจะจอง ธนาคารย่อมจะต้องดำเนินการจัดการเกี่ยวกับลำดับและจำนวนการจอง เพื่อให้ธนาคารสาขาต่างๆ ทั่วประเทศรับจองให้เป็นไปตามจำนวนโควต้าที่ได้รับมา
ที่ธนาคารอ้างว่าคุณโผงเป็นผู้จองสิทธิลำดับหลังจากบุคคลอื่นๆ จำนวนพระที่ธนาคารจะได้รับอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ไม่แน่นอน การดำเนินการนั้นเป็นกิจการภายในของธนาคาร และเป็นเรื่องการประสานงานระหว่างธนาคารกับมูลนิธิและประธานคณะกรรมการ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ธนาคารผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อคุณโผง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ประเด็นสุดท้ายเรื่องค่าเสียหาย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า พระชุดนี้จัดสร้างเพียง 2,539 ชุด ผู้จัดสร้างได้แจกจ่ายจัดสรรแก่ผู้รับจองต่างๆ ไปหมดแล้ว ธนาคารเป็นแต่เพียงผู้ดำเนินการรับจองเท่านั้นมิใช่ผู้จัดสร้าง เมื่อธนาคารได้รับพระชุดพิพาทมาแล้วมิได้ส่งมอบให้แก่คุณโผงผู้สั่งจองผ่านธนาคาร แต่กลับส่งมอบให้แก่บุคคลอื่นๆ ตามที่ธนาคารกล่าวอ้างว่ามีสิทธิไปจนหมดสิ้น พระชุดพิพาทจึงไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว ทั้งที่ผู้จัดสร้างและที่ธนาคาร
ดังนั้น การชำระหนี้ของธนาคารที่จะต้องส่งมอบพระชุดที่พิพาทให้แก่คุณโผงจึงกลายเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัยที่จะทำได้ เพราะพฤติการณ์ที่ธนาคารซึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาจะต้องรับผิดชอบ
ธนาคารจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คุณโผงเพื่อค่าเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
พระชุดที่พิพาทสร้างจำกัดเพียง 2,539 ชุด หากคุณโผงมีไว้ในครอบครองย่อมทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทาน และจะต้องมีราคามากกว่าราคาในขณะสั่งจอง ผลต่างของราคาดังกล่าวเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของธนาคาร ซึ่งคุณโผงย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คุณโผงได้รับค่าเสียหายชุดละ 25,000 บาท รวม 8 ชุด เป็นเงิน 200,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว
ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
สรุปว่า ธนาคารต้องคืนเงิน และต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5243/2550)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 218 ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อค่าเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น
ในกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นจะเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับชำระหนี้ส่วนที่ยังเป็นวิสัยจะทำได้นั้นแล้ว และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้เสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้
มาตรา 222 การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น
เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น